วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ค่ายพี่จุฬาพาน้องติว
น้องบางคนอาจจะยังงงๆกับวิธีสมัครค่ายแต่วันนี้พี่จะมาไขข้อข้องใจให้กระจ่างนะครับ
วิธีการสมัคร
1. น้องต้องมีใบสมัครตัวจริงไว้ในครอบครองก่อนสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายแนะแนวของโรงเรียนครับ
2.ตรวจสอบว่าน้องต้องการลงคอร์สไหน รายละเอียดของคอร์สมีอยู่ในใบสมัครแล้ว อ้อ น้องๆต้องมีใบสมัครตรงกับคอร์สที่ต้องการลงด้วยนะครับ
3.โอนเงินมายังบัญชีตามคอร์สที่น้องลง ภายในวันที่8หรือ9กุมภาพันธ์ เลขที่บัญชีมีอยู่ในใบสมัครแล้ว
ตรงนี้ขอให้น้องๆระวังนิดนึงเพราะถ้าน้องๆโอนผิดคอร์สจะไม่อนุญาตให้น้องๆเปลี่ยนคอร์สได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ
4.ถ้าน้องโอนเงินได้หมายถึงน้องสมัครค่ายได้แล้ว แต่ถ้าโอนเงินไม่ได้หมายถึงมีน้องสมัครครบเต็มจำนวนในคอร์สนั้นๆแล้ว
น้องสามารถลงคอร์สอื่นที่ว่างแทนได้
5.กรอกรายละเอียดในใบสมัครให้ถูกต้องและตัวบรรจง
6.ส่งใบสมัครและหลักฐานต่างๆ มาตามที่อยู่ค่าย ระบุในใบสมัครแล้วครับ(ในหลักฐานจะให้ส่งจดหมายขนาดเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ว่าให้ใหญ่พอที่จะใส่กระดาษA4พับครึ่งเพื่อใช้ในการส่งจดหมายตอบรับจาก ทางค่าย) ส่งมาได้ถึงวันศุกร์ที่12 กุมภาพันธ์
7.รอจดหมายตอบรับจากทางค่าย ซึ่งในจดหมายนี้จะบอกถึงสิ่งที่น้องๆต้องเตรียมตัวมา กฏ ข้อห้าม สิ่งที่ต้องพึงปฏิบัติ และรายละเอียดของค่าย
8.เตรียมใจเตรียมกายมาพบกับพี่ๆที่น่ารักที่พร้อมจะให้ความรู้และประสบการณ์แก่น้องๆได้เล้ย
วิธีการสมัคร
1. น้องต้องมีใบสมัครตัวจริงไว้ในครอบครองก่อนสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายแนะแนวของโรงเรียนครับ
2.ตรวจสอบว่าน้องต้องการลงคอร์สไหน รายละเอียดของคอร์สมีอยู่ในใบสมัครแล้ว อ้อ น้องๆต้องมีใบสมัครตรงกับคอร์สที่ต้องการลงด้วยนะครับ
3.โอนเงินมายังบัญชีตามคอร์สที่น้องลง ภายในวันที่8หรือ9กุมภาพันธ์ เลขที่บัญชีมีอยู่ในใบสมัครแล้ว
ตรงนี้ขอให้น้องๆระวังนิดนึงเพราะถ้าน้องๆโอนผิดคอร์สจะไม่อนุญาตให้น้องๆเปลี่ยนคอร์สได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ
4.ถ้าน้องโอนเงินได้หมายถึงน้องสมัครค่ายได้แล้ว แต่ถ้าโอนเงินไม่ได้หมายถึงมีน้องสมัครครบเต็มจำนวนในคอร์สนั้นๆแล้ว
น้องสามารถลงคอร์สอื่นที่ว่างแทนได้
5.กรอกรายละเอียดในใบสมัครให้ถูกต้องและตัวบรรจง
6.ส่งใบสมัครและหลักฐานต่างๆ มาตามที่อยู่ค่าย ระบุในใบสมัครแล้วครับ(ในหลักฐานจะให้ส่งจดหมายขนาดเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ว่าให้ใหญ่พอที่จะใส่กระดาษA4พับครึ่งเพื่อใช้ในการส่งจดหมายตอบรับจาก ทางค่าย) ส่งมาได้ถึงวันศุกร์ที่12 กุมภาพันธ์
7.รอจดหมายตอบรับจากทางค่าย ซึ่งในจดหมายนี้จะบอกถึงสิ่งที่น้องๆต้องเตรียมตัวมา กฏ ข้อห้าม สิ่งที่ต้องพึงปฏิบัติ และรายละเอียดของค่าย
8.เตรียมใจเตรียมกายมาพบกับพี่ๆที่น่ารักที่พร้อมจะให้ความรู้และประสบการณ์แก่น้องๆได้เล้ย
ตาถั่วฉกพระพุทธรูปจำลองวัดดังเมืองปทุม

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ก.พ. พล.ต.ต. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่รุดไปตรวจสอบที่วัดบางกุฎีทอง ม.2 ต.บางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี
หลังได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มคนร้ายบุกเข้า โจรกรรมพระพุทธรูป จำนวน 2 องค์ ในที่เกิดเหตุเป็นโบสถ์ที่อยู่ระหว่างการบูรณะภายใน ที่หน้าองค์พระประทานกลางโบสถ์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐ์ฐานมณฑปสำหรับวางพระพุทธรูปจำลองพระจำวันอาทิตย์ ปรางถวายเนตร (แบบจำลอง) เนื้อโลหะปิดทอง น้ำหนัก 2,700 กรัม หน้าตัก 4.0 นิ้ว สูง 18.5 นิ้ว จำนวน 2 องค์ ถูกคนร้ายโจรกรรมไป เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบที่ประตูหน้าโบสถ์ไม่ได้มีการปิดล็อก เนื่องจากอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และได้เรียกผู้เกี่ยวข้องสอบสวนหาข้อมูล
พระ ครูปทุมวรกิจ (หลวงพ่อชำนาญ อุตตมปญโญ) เจ้าอาวาสวัดบางกุฎีทอง เกจิชื่อดัง เปิดเผยว่า พระพุทธรูปดังกล่าวเป็นเพียงพระพุทธรูปจำลองที่ตนสร้างขึ้น
แต่ที่ประหลาดใจก็คือคนร้ายไม่ได้แตะต้ององค์พระพุทธรูปของแท้ ที่ประดิษฐานในมณฑปอยู่ตรงกลางระหว่างองค์จำลองทั้งสอง ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างมาดูและวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่บังตาคนร้ายไม่ให้เห็น หรือไม่คนร้ายอาจจะไม่มีความชำนาญในการดูว่าพระไหนเป็นองค์จริงองค์ปลอม
ทางด้าน พล.ต.ต.คำรณวิทย์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ในกลุ่มแหล่งของผู้ที่นิยมพระพระพุทธรูป ปางต่างๆ
และ เชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นบุคคลที่เข้าออกในวัดเป็นประจำเพราะรู้ว่าอุโบสถ นั้นยังบูรณะตกแต่งปูนปั้นที่ผนังไม่แล้วเสร็จ จึงไม่มีการล็อกปิดประตูหน้าโบสถ์ ซึ่งจะรวบรวมหลักฐานและสอบสวนหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป
จะอยู่อย่างไรเมื่อตกงาน

ในยามนี้ต้องร้องเพลง "รักยามจน" รำพึง กับตัวเองไว้บ่อย ๆ เพื่อเตือนสติตัวเองไม่ให้เครียด ไปกับสังคม ยุคนี้ ในชีวิตคนเรา การมีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ก่อน ย่อมทำให้ มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้น กับชีวิตเราก็ตาม สิ่งแรกที่เราต้องทำ ก็คือการปรับตัว ต้องรับรู้อย่างมีสติ และสามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยปราศจากความวิตกกังวลมากจนเกินพอดี
ตามหลักพุทธศาสนาน่าจะตรงกับคำว่า "สุข" เพียงแต่เรารับรู้ว่า "ทุกข์" หรือ "สุข" อยู่ในขณะนี้ ก็เพียงพอแก่การดำรงชีวิตประจำวัน ที่ดีแล้ว อย่างเช่น สังคมในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เราคงต้องยอมรับ สภาพเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด และไม่ใช่สะเก็ดธรรมดา ๆ แต่เป็นสะเก็ดแห้งเชียวละ ในยามที่ประเทศยากจน ประชาชนแทบคลั่ง เมื่อเรารับรู้ และยอมรับ เราก็ควรปรับตัวว่า จะอยู่อย่างไร ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ต่อไปนี้ ชีวิตประจำวัน เราจะต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง กรณีที่ถูกเชิญให้ออกจากงาน หรือพูดง่าย ๆ ว่า "ตกงาน" ก็จะยิ่งต้องใช้ความพยายาม อย่างหนักหน่วง ในการปรับตัว ให้สามารถ ดำรงชีวิต ผ่านวิกฤตนี้ ไปให้ได้
ประเด็น สำคัญ เราต้องพยายามมองหาข้อดีของการตกงาน เพื่อหาความสุข กับชีวิตช่วงตกงานให้ได้ เพื่อว่าวันข้างหน้า เมื่อถึงยุคเศรษฐกิจดี ประเทศมั่นคงประชาชนมั่งคั่ง เราจะได้เป็นผู้ถึงพร้อม ที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้ อย่างปกติสุข มิใช่ว่า พอถึงวันนั้นที่รอคอย เรากลับไปนั่งกอดเข่า พูดคนเดียว ยิ้มคนเดียว เป็นคนไข้ประจำ อยู่ในโรงพยาบาล ที่บำบัดรักษาคนไข้โรคจิตไปเสียก่อน
หากเราจะพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วน ข้อดีของการตกงาน มีมากมายหลายประการ ที่มองเห็นง่าย ๆ เช่น
* การได้มีชีวิตที่มีอิสระเสรี เหนืออื่นใดเป็นชีวิตที่ไร้นาย ไร้ผู้บังคับบัญชา มีความเป็นตัว ของตัวเอง เป็นนายของตัวเอง
* การมีชีวิตอิสระไม่ต้องแข่งขันกับเวลา ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้ามืด ตัดใจจากหมอน เพื่อรีบออกจากบ้านก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและกลับเข้าบ้านหลังพระอาทิตย์ตก
* ได้มีเวลาให้กับสมาชิกในครอบครัว ที่เราไม่เคยมีเวลาดูแลเพราะงานรัดตัว เช่น ได้ปรนนิบัติ พ่อ แม่ ที่เราละเลยท่าน มานานแสนนาน หรืออาจมีเวลา อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน เพื่อเป็นการกระตุ้น พัฒนาเด็ก และปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เพื่อให้เขาพัฒนา ไปเป็นเด็กรักการอ่าน ใส่ใจการเรียน เติบโตต่อไป เป็นเด็กที่ดี หรืออาจเป็นการมีเวลาให้กับคนใกล้ชิด คือ คู่ชีวิตของเรา มากขึ้น
* ประเด็นสำคัญที่สุด การมีเวลาให้กับตน ได้ มีเวลาทำ ในสิ่งที่ แทบจะไม่มีให้เลย ตลอดชีวิต การทำงานก็คือ การออกกำลังกาย เพื่อซ่อมบำรุงตัวเอง ให้กระฉับกระเฉงสมกับวัยอันควรอยู่เสมอ
จะ เห็นได้ว่าเพียงเหตุผลง่าย ๆ 3-4 ประการเท่านี้ ก็น่าจะทำให้เรา เห็นคุณค่า ของชีวิตตัวเอง มากพอ สำหรับการต่อสู้ชีวิต กับชีวิตในช่วงวิกฤต ตกงานขาดรายได้ ให้มีชีวิตอยู่ อย่างมีสุขภาพจิต ที่ดี มีคุณภาพ ไม่ไร้คุณค่า ไม่ไร้ความหมาย เพราะเราเล็งเห็นความมีคุณค่า และความหมายในตัวเราเองนั่นเอง
ใจหาย แต่ยังต้อง หายใจ


เค้าทิ้งไป ลมหายใจยังเป็นของเรา
อย่าให้ใครบางคน นอกจากจะทำร้ายจิตใจเราแล้ว
ยังทำลายชีวิตเราด้วย
ฉันไม่ได้น่าสงสารขนาดนั้น
และ....
เค้าไม่ได้สำคัญมากพอ !!!!!
คนคิดสั้นหลายคนก็รักตัวเอง
รักมากซะจนไม่อยากให้ตัวเราเศร้ากับเรื่องอะไรต่อไปอีก
รักตัวเองมากซะจน.......ลืมมองคนอื่น ๆ ที่รักเรา
ว่าเค้าจะเศร้าแค่ไหน ถ้าเราจากโลกใบนี้..ไปแล้ว
"รัก" เป็นอีกเรื่องที่ทำให้คนหัวใจอ่อนล้า ถึงขั้นลาโลก
บางทีคนเราก็ลืมนึกไปว่า เราเกิดมาอย่างยากเย็น
จากความรักของคน 2 คน คือ พ่อกับแม่
จะตายทั้งทีเคยถามท่านหรือเปล่า
เรามักฆ่าตัวตายให้กับคนที่... ไม่ได้รักเราแล้ว
เพื่อมาทำร้ายจิตใจคนที่รักเราเท่าชีวิต
คิดให้สั้นทีละวันก่อน ให้รอดเป็นวัน ๆ
วันนี้รอด พรุ่งนี้รอด
จากวันที่เข้มแข็ง กลายเป็นอาทิตย์ที่เข้มแข็ง
ยาวนานเป็นเข้มแข็งตลอดทั้งเดือน
ไม่อยากอยู่ให้เห็นหรือว่า ใครกันนะ คือคนที่รักเราจริง ?????
เหมือนแกล้งกัน...ธรรมชาติของสมองของคนเราจะจดจำแต่เรื่องเจ็บๆ
ได้แม่นกว่าเรื่องสุข ๆ อยู่แล้ว
มันคือวิธีธรรมชาติที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอด
จำเรื่องเจ็บๆเอาไว้ คราวหน้าจะได้ไม่พาตัวเองไปเจ็บอีก
ร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 3 ใน 4 ส่วน
น้ำตามีให้ใช้มากพอ ไม่ต้องห่วง
ร้อง ๆ ล้างพิษออกไปซะ
ตายน่ะง่าย อยู่ให้ได้ยากกว่าเยอะ
.............................................
ไม่หย่อน.....ไม่ตึง....
ช่วยกันประคองไว้ ให้หัวใจเข้าที่เข้าทาง
หัวใจที่แข็งแรงจะอดทนและเข้าใจ
ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่.........
คือ ชนะหัวใจตัวเอง
สาวชุดแดงแจ้งจับ"มาร์ค"ลากเข้าโรงแรมข่มขืนแต่ไม่รับผิดชอบ

สาวใหญ่แต่งชุดแดงบุกกองปราบแจ้งจับ นายกฯข้อหาข่มขืนหลังไม่มีโรงพักไหนยอมรับเรื่อง อ้างทนความไม่รับผิดชอบของ "อภิสิทธิ์" บริหารประเทศต่อไปไม่ไหวและก่อคดีข่มขืนแล้วไม่รับผิดชอบ
เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 3 ก.พ. ที่กองปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดคดีสาวใหญ่แจ้งจับนายกรัฐมนตรีขอหาข่มขืน
มีผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีแดงทั้งชุด เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนของ กก.1 บก.ป. โดยแจ้งความจำนงว่า ขอแจ้งความจับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา แต่จากการสอบสวนผู้เสียหายรายนี้ให้การวกไปวนมา ทราบชื่อคือน.ส.ไดอะน่า แสนโม่ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/182 ซ.รามคำแหง 151/1 แขวงและเขตสะพานสูง กทม. สาเหตุที่เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ในครั้งนี้ก็ เนื่อง จากว่าทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่มีความรับผิดชอบ บริหารประเทศต่อไปไม่ไหว เพราะก่อคดีข่มขืนตัวเองแล้วไม่รับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น
น. ส.ไดอะน่า ให้การต่ออีกว่าเรื่องที่ถูกนายกฯ ข่มขืน นั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2552 เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ย่านเยาวราช
ขณะ นั้นตนถูกนายอภิสิทธิ์พาเข้าโรงแรมแล้วก่อเหตุข่มขืน หลังจากนั้นก็ไม่ยอมาเจอหน้าอีกเลย เมื่อสอบถามถึงที่ไปที่มา น.ส.ไดอะน่า ไม่ยอมตอบ โดยบอกว่าขอไปให้การที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ก็บอกว่าหลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความแล้ว แต่พนักงานสอบสวน กลับไม่ยอมรับแจ้งความ จึงพยายามติดตามเรื่องมาตลอด จนสุดท้ายเห็นว่าไม่ควรปล่อยนายอภิสิทธิ์ลอยนวลต่อไป จึงต้องเข้ามาแจ้งความที่กองปราบปราม นอกจากนี้ตนก็จะไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อร้องเรียนอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย
สุขภาพ กับการทำงานเป็นกะหรืองานล่วงเวลา

ยุคสมัยนี้เป็นยุคแห่งการแข่งขัน บริษัทหลายๆ แห่งเปิดให้มีการทำงานเป็นกะหรือล่วงเวลามากขึ้น
เพื่อ หวังที่จะใช้เครื่องจักรและสถานที่ให้คุ้มกับการลงทุน ไม่ปล่อยให้สถานที่หรือเครื่องจักรหยุดตัวเองในขณะค่ำคืนหรือวันหยุด สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตในชนบทหรือในที่ที่มีการแข่งขันน้อย จะเห็นได้ถึงความไม่ต้องรีบเร่ง เช้าตื่นขึ้นมาหรือเย็นเสร็จจากงานก็มีเวลาออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมเพื่อ การพักผ่อนได้ มีหลายคนที่ต้องทำงานเป็นกะหรือล่วงเวลา เนื่องจากลักษณะของงานบังคับ เช่น งานในโรงพยาบาล งานตำรวจหรือทหาร งานบริการสาธารณะ งานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ และงานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่จำเป็นต้องควบคุมให้เครื่องจักรทำงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังมีงานที่เวลาทำการอยู่ในช่วงบ่ายถึงค่ำ เช่น งานในห้างสรรพสินค้า งานร้านอาหาร และบาร์ เป็นต้น
ลักษณะงานที่เป็นกะหรือล่วงเวลามีหลายลักษณะ ดังนี้
1. งานที่ทำเพิ่มขึ้นจากงานประจำเพื่อเพิ่มรายได้หรือถูกบังคับให้อยู่เวร ลักษณะงานเช่นนี้ จะเป็นงานที่ต่อเนื่องจากงานที่ทำอยู่ มีระยะเวลาเพิ่มขึ้น 2-4 ชั่วโมง และไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน
2. ลักษณะงานที่เป็นกะแบบไม่ต้องหมุนเวียน เช่น มีเวรเช้าและบ่าย ผู้ที่ทำเช้าก็อยู่เช้าตลอด ผู้ที่อยู่บ่ายก็อยู่บ่ายตลอด
3. ลักษณะงานที่เป็นกะแบบที่มีการหมุนเวียน เช่น มีเวรเช้า บ่าย และดึก มีการหมุนเวียนเป็นรายอาทิตย์ หรือตามช่วงเวลา แล้วแต่ลักษณะของงาน ลักษณะการหมุน มีการหมุนแบบไปข้างหน้า หรือย้อนกลับ เช่น ลักษณะแบบไปข้างหน้า เมื่ออยู่เช้าเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ต่อไปเมื่อต้องหมุนจะไปทำงานในช่วงบ่าย และถ้าเป็นช่วงบ่าย ก็จะหมุนเปลี่ยนไปช่วงดึก แต่ถ้าเป็นแบบถอยกลับ จะหมุนทางตรงข้าม คือถ้าอยู่เวรเช้า ก็จะย้ายไปเวรดึก
ผู้ ที่ทำงานในลักษณะนี้ต้องปรับตัวเข้ากับครอบครัวและสังคม รวมทั้งระบบความสมดุลในร่างกายของตัวเอง ผู้ที่ทำงานล่วงเวลาหรือช่วงเวลาเข้างานเร็วหรือเลิกงานช้ากว่าผู้อื่น โดยที่ไม่มีกะเวลาต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อาจไม่ต้องปรับตัวมากเท่ากับผู้ที่ต้องทำงานแบบเปลี่ยนกะเวลาตลอด ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายคนเราจะมี “นาฬิกาของร่างกาย” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า circadian rhythm อยู่ ทุกคน นั่นคือเวลาที่คนเรารู้ว่าต้องตื่น ต้องนอน ต้องกินข้าว เวลาที่น้ำย่อยและฮอร์โมนต้องหลั่ง อวัยวะต่างๆ ทำงานด้วยอัตราที่ต่างกันในแต่ละช่วงเวลา อุณหภูมิ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด รวมแม้กระทั่งภาวะอารมณ์และจิตใจก็แตกต่างกันในเวลากลางวันและกลางคืน ตามปกติแล้วนาฬิกาของร่างกายจะมีรอบอยู่ประมาณวันละ 25 ชั่วโมงต่อวัน (ในขณะที่ 1 วันจริงๆ มี 24 ชั่วโมง) ในผู้ใหญ่ต้องการการนอนหลับเพื่อการพักผ่อนและฟื้นสภาพร่างกายประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่เด็กทารกในช่วง 6 เดือนหลังคลอด ต้องการการนอนหลบมากกว่า 15 ชั่วโมง และความต้องการเวลาของการนอนจะสั้นลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น แต่ก็อาจต้องการการงีบหลับในช่วงกลางวันบ้าง ดังนั้น ช่วงเวลาการนอนหลับจึงเป็นช่วงที่สำคัญที่ไม่ต้องการถูกรบกวน แต่ผู้ที่ทำงานกะกลางคืนและต้องมานอนตอนกลางวันอาจมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ไม่เต็มที่ เพราะอาจมีเสียงรบกวน และที่หนักกว่านั้นคือ ผู้ที่มีการเปลี่ยนกะทำงาน เมื่อต้องเปลี่ยนเวลามาเป็นการนอนกลางวัน ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลทำให้ร่างกายเกิดการล้าเรื้อรัง เหนื่อย หงุดหงิด หดหู่ ได้ นอกจากนั้น ระบบการย่อยอาหารก็อาจแปรปรวน น้ำย่อยอาหารหลั่งไม่เป็นปกติ ความรู้สึกต่อการอยากอาหารลดลง อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจหายไปได้เมื่อร่างกายกลับสู่ภาวการณ์ทำงานและการนอนหลับที่ เป็นปกติ นอกจากปัญหาที่เกี่ยวกับร่างกายแล้ว ปัญหาที่สำคัญมากๆ อีกอย่างคือ ปัญหาทางครอบครัวและสังคม หลายคนรู้สึกห่างจากครอบครัวและเพื่อนฝูง ที่หนักไปกว่านั้นอาจมีปัญหาของครอบครัวแตกแยก เนื่องจากความไม่เข้าใจกันและไม่มีเวลาให้แก่กัน คนหนึ่งทำงานตอนกลางวัน หลับตอนกลางคืน ขณะที่อีกคนหนึ่งทำงานตอนกลางคืนหลับตอนกลางวัน เวลาที่จะได้พูดคุยกันก็ลดลง ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ลดลง
หากจำเป็นที่ต้องทำงานเป็นกะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรทำตามหลักดังต่อไปนี้
1. ผู้ที่ทำงานไม่ควรมีอายุต่ำกว่า 25 ปี หรือมากกว่า 50 ปี
2. ควร หาผู้ที่ต้องการทำงานเป็นกะดึกได้โดยตลอด (ซึ่งผู้นั้นอาจมีครอบครัวที่ทำงานตอนกลางคืนเช่นเดียวกัน) เพื่อจะได้ไม่ต้องมีการเปลี่ยนกะ
3. ควร ทำงานกะดึกแค่คืนเดียวในแต่ละกะ ไม่ควรอยู่ต่อเนื่องติดต่อเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากนาฬิกาของร่างกายยังไม่เปลี่ยนแปลง ระบบในร่างกายจึงไม่แปรปรวนมากนัก
4. หาก ทำตามข้อ 3 ไม่ได้ ควรจัดให้กะการทำงานดึกเป็นระยะยาวนานขึ้น เช่น 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายมีการปรับนาฬิกาของตัวเองไปเลย แล้วค่อยปรับกลับมาสู่ปกติอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ในกะปกติมีระยะเวลา 10-11 เดือน
5. หากต้องการให้มีการปรับนาฬิกาของร่างกายเร็วขึ้น ควรเปิดไฟให้สว่างมากๆ ในขณะที่ทำงานกะดึก
6. ควรมีเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังจากออกจากกะดึก (หากทำตามข้อ 3) เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนและปรับตัวเรื่องการนอนให้เหมือนปกติ
7. ควร เป็นการหมุนเวียนเปลี่ยนกะ โดยให้หมุนวนไปข้างหน้า คือถ้าเดิมเป็นกะเช้า กะต่อไปควรเป็นกะบ่าย และถ้าเดิมเป็นกะบ่าย ต่อไปถ้าต้องเปลี่ยน ควรจะเป็นกะดึก เพราะนาฬิกาของร่างกายมี 25 ชั่วโมง ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะอยู่ดึกออกไปเรื่อยๆ ได้ง่ายกว่าการที่จะต้องตื่นเช้าขึ้นเรื่อยๆ
8. ถ้าต้องทำงานล่วงเวลาหรือทำงานต่อเนื่องหรือ 2 กะติดต่อกัน งานที่ทำต่อควรเป็นงานที่เบา ไม่ควรเป็นงานที่ใช้ความคิด สมาธิ มากนัก
9. เมื่อทำงานได้ 5-7 วัน ควรมีเวลาพัก ติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน เพื่อการฟื้นตัวของร่างกาย
10. เพื่อน และบุคคลในครอบครัวควรได้รับคำแนะนำหรือความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการทำงาน เป็นกะ การเปลี่ยนเวลาทำงาน เพื่อให้เข้าใจและช่วยเหลือในการปรับตัว
ท้าย นี้ผู้เขียนขอแสดงความเห็นใจ และให้กำลังใจต่อผู้ต้องทำงานเป็นกะ เพื่อบริการสังคม และหวังว่าบทความนี้คงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
